วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาจาริยบูชา เผยแผ่พระธรรม







       ระราชาทรงพระนามว่านัคคชิ ในนครตักกศิลา ที่แคว้นคันธาระ เสด็จไปที่ท่ามกลางพระราชบัลลังก์ เบื้องบนปราสาท ทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ในมือแต่ละข้างประดับกำไลแก้วมณีคือหยก ข้างละอันนั่งบดของหอมอยู่ไม่ไกล ประทับนั่งทอดพระเนตร พลางดำริว่า กำไลแก้วมณี คือหยกเหล่านั้นไม่กระทบกัน ไม่มีเสียงดัง เพราะเป็นข้างละอัน คือแยกกันอยู่ 

        ภายหลังนางเอากำไลแขน จากข้างขวามาสวมไว้ที่ข้างซ้ายรวมกัน แล้วเริ่มเอามือขวาดึงของหอมมาบด. กำไลแก้วมณีคือหยกที่มือซ้ายมากระทบกำไลข้างที่สอง จึงมีเสียงดังขึ้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกำไลแขนทั้ง 2 ข้างเหล่านั้นกระทบกันอยู่ มีเสียงดัง จึงทรงดำริว่า กำไลแขนนี้เวลาอยู่ข้างละอันไม่กระทบกัน แต่อาศัยข้างที่ 2 กระทบกันก็มีเสียงดังฉันใด แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ละคน ๆ ไม่กระทบกัน ก็ไม่ส่งเสียง แต่พอ มี 2, 3 คนขึ้นไปก็กระทบกัน ทำการทะเลาะกัน ส่วนเราวิจารณ์ ราษฎรในราชสมบัติ 2 แห่ง ในกัสมิระและคันธาระ เราควรจะเป็น เหมือนกำไลแขนข้างเดียว ไม่วิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองเท่านั้น อยู่ ดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลให้เป็นอารมณ์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนาแล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิด. 

หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยกเกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียรไนแล้ว ไม่มีเสียงดัง แต่เพราะอาศัยกำไลแขนข้างทั้ง 2 จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร 

— พระปัจเจกพุทธเจ้านัคคชิ